10 กลยุทธ์สำคัญ ช่วยให้ธุรกิจ Automation และ Robotics เติบโตอย่างมั่นคง
ปัจจุบันเป็นช่วงจังหวะดีที่ธุรกิจ Automation และ Robotics มีโอกาสเติบโตมากขึ้น เพราะทั้งต้นทุนอุปกรณ์ที่ลดลง โค้ดที่เปิดให้ใช้งาน (Open-source Code) และการบริการรับจ้างผลิต (Contract Manufacturing) สามารถเข้าถึงได้ง่ายมากกว่าเมื่อก่อน นักลงทุนจึงมีความสนใจที่จะลงทุนในธุรกิจด้านนี้มากขึ้น รวมถึงสังคมก็ให้การยอมรับในการใช้หุ่นยนต์มากขึ้นอีกด้วย ปัจจัยเหล่านี้เปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนาหุ่นยนต์รูปแบบใหม่ๆ สำหรับงานที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม การจะพัฒนาจากบริษัทที่เพิ่งเริ่มต้นไปสู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องยังมีอีกหลายเรื่องที่องค์กรต้องคำนึงถึง
1. พัฒนาหุ่นยนต์ให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง
บริษัทหุ่นยนต์ Startup บางแห่งเร่งพัฒนาหุ่นยนต์ก่อนที่จะเข้าใจว่าลูกค้าต้องการนำไปใช้ทำอะไร ทำให้หุ่นยนต์อาจมีเทคโนโลยีที่น่าสนใจและทำได้หลายอย่าง แต่กลับไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจึงมักเริ่มจากการแก้ปัญหาที่ลูกค้าพบเจอ แล้วพัฒนาหุ่นยนต์สำหรับงานนั้นโดยเฉพาะ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้จริงและสามารถตอบสนองความต้องการในตลาดได้
2. พัฒนาหุ่นยนต์ที่ตอบโจทย์ และสร้างความมั่นใจในการลงทุน
แม้หุ่นยนต์ของคุณจะเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ แต่คำถามสำคัญคือ ลูกค้าจะเลือกใช้โซลูชันของคุณไหม? เพราะถึงแม้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จะผ่านทั้งการศึกษากลุ่มเป้าหมาย การทดสอบ การวิเคราะห์ และการปรับปรุงหลายครั้ง ก็ยังมีโอกาสไม่ประสบความสำเร็จในตลาด
ธุรกิจ Robotics จึงควรทำความเข้าใจตั้งแต่ช่วงแรกว่า ลูกค้าต้องการฟังก์ชันอะไร และพร้อมจ่ายในระดับใด รวมถึงควรพูดคุยกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูโอกาสในการนำผลิตภัณฑ์ไปใช้จริงและประเมินขนาดของตลาด
โดยเฉพาะ หุ่นยนต์ที่ทำงานร่วมกับคน (Collaborative Robots) ต้องออกแบบให้พร้อมสำหรับการทำงานร่วมกับมนุษย์ในสถานการณ์จริง นอกจากนี้ ไม่ควรมองข้ามการฝึกอบรมผู้ใช้งาน (End-user Training) เพราะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ใช้ยอมรับเทคโนโลยีและสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้อง
ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมักพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อแก้ปัญหาด้าน Automation ที่ชัดเจน และทำให้สามารถนำไปใช้ได้จริงในตลาด
3.ต่อยอดจากเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้ว
ไม่จำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีทุกอย่างขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง หากระบบนำทาง (Navigation System) ยังแยกระหว่างทางเท้ากับถนนได้ไม่แม่นยำ หรือระบบกล้องยังให้ความละเอียดไม่ดีพอ การเลือกใช้เทคโนโลยีที่มีผู้เชี่ยวชาญพัฒนาไว้แล้วก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ
บริษัทที่ประสบความสำเร็จจึงมักร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญ รวมถึงมีชิ้นส่วนและซอฟต์แวร์ที่พร้อมใช้งาน เพื่อนำมาต่อยอดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์การใช้งานได้มากขึ้น
4. วางแผนการขยายธุรกิจตั้งแต่เริ่มต้น
นักลงทุนไม่ได้มองเพียงว่าไอเดียนั้นน่าสนใจหรือไม่ แต่ยังพิจารณาว่าธุรกิจสามารถขยายตัว (Scale) และนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดได้เร็วแค่ไหน บริษัทจึงควรวางแผนตั้งแต่ต้นว่า หากความต้องการเพิ่มขึ้น จะสามารถผลิต ส่งมอบ และดูแลหุ่นยนต์จำนวนมากขึ้นได้หรือไม่ รวมถึงผลิตภัณฑ์สามารถขยายไปสู่ตลาดอื่นหรือระดับโลกได้มากน้อยเพียงใด
เคล็ดลับ: อย่ารอให้ธุรกิจพร้อมขยายแล้วค่อยวางแผน ควรเตรียมแผนรองรับการเติบโตไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ
5. สร้างทีมที่มีทั้งความเชี่ยวชาญและเป้าหมายเดียวกัน
ไอเดียที่ใหญ่และน่าสนใจย่อมดึงดูดความสนใจได้ โดยเฉพาะเมื่อมีผู้ก่อตั้งที่มีวิสัยทัศน์และสามารถถ่ายทอดแนวคิดนั้นออกมาได้ดี แต่ความตั้งใจที่จะสร้างรายได้หรือเปลี่ยนแปลงโลกเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากขาดประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่เหมาะสม
การเลือกสมาชิกผู้ก่อตั้งจึงเป็นเรื่องสำคัญ ควรพิจารณาให้ชัดว่าแต่ละคนจะนำความรู้หรือความสามารถอะไรเข้ามาในทีม ใครจะเป็นผู้ขับเคลื่อนกลยุทธ์ทางธุรกิจ และใครจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่ดูแลทีมวิศวกรรม
นอกจากทักษะและประสบการณ์แล้ว ผู้นำของบริษัทยังควรมีแนวคิดและวิสัยทัศน์ร่วมกัน เพื่อให้สามารถตัดสินใจและเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันได้ แม้ต้องเผชิญกับอุปสรรคต่างๆ เพราะสมาชิกผู้ก่อตั้งคือคนที่จะมีบทบาทสำคัญต่อบริษัทในระยะยาว การเลือกคนให้เหมาะสมตั้งแต่ต้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
6. เลือกนักลงทุนที่เข้าใจธุรกิจ Automation และ Robotics
ธุรกิจฮาร์ดแวร์ด้าน Automation ต้องใช้เงินลงทุนสูงและมีความเสี่ยง จึงควรเลือกนักลงทุนที่ไม่เพียงแค่มีเงินทุน แต่ยังมีวิสัยทัศน์และมีความเข้าใจธุรกิจไปในทิศทางเดียวกัน บริษัท Robotics ที่ประสบความสำเร็จมักเลือกนักลงทุนที่เข้าใจว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้องใช้ความรู้จากหลายด้าน และอาจต้องผ่านการทดลองและปรับปรุงหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้น การมีนักลงทุนที่เหมาะสมจึงสำคัญทั้งในช่วง Startup และช่วงที่ธุรกิจกำลังเติบโต เพราะสามารถช่วยให้บริษัทนำงานวิจัยและเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น ไปต่อยอดสู่การใช้งานจริงและกลายเป็นการเติบโตทางธุรกิจได้
7. พร้อมเรียนรู้และปรับตัวเมื่อสิ่งที่วางไว้ไม่เป็นไปตามแผน
อย่ากลัวที่จะลองและเรียนรู้จากความผิดพลาดตั้งแต่ช่วงแรก เพราะบริษัท Automation ที่ประสบความสำเร็จไม่ได้มองแค่การพัฒนาเทคโนโลยี แต่ยังต้องพิจารณาด้วยว่าเทคโนโลยีนั้นสามารถนำไปต่อยอดเป็นธุรกิจได้จริงหรือไม่ สิ่งสำคัญคือการมองตามความเป็นจริงว่า หุ่นยนต์สามารถทำอะไรได้ และมีความต้องการในตลาดมากน้อยเพียงใด การพูดคุยกับลูกค้าตั้งแต่ช่วงแรกจะช่วยให้เข้าใจความต้องการที่แท้จริง กำหนดเป้าหมายที่เป็นไปได้ และหลีกเลี่ยงการพัฒนาโซลูชันที่ไม่ได้ตอบโจทย์ปัญหาของตลาด หากพบว่าแนวทางใดไม่ได้ผล ก็ควรเรียนรู้และปรับเปลี่ยนตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะธุรกิจ Robotics ที่ต้องการเติบโตต้องพร้อมปรับแนวทางหรือทิศทางของธุรกิจ (Pivot) เมื่อสถานการณ์และความต้องการของตลาดเปลี่ยนไป
8. ก้าวให้ทันเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงของตลาด
ปัจจุบัน Automation และ Robotics ได้รับความสนใจและการลงทุนอย่างมาก ทั้งในตลาดหุ่นยนต์อุตสาหกรรม (Industrial Robotics) และหุ่นยนต์ที่ทำงานร่วมกับคน (Collaborative Robots)
การเข้ามาของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Google และ Apple ถือเป็นอีกแรงผลักดันสำคัญ เพราะบริษัทเหล่านี้มีศักยภาพในการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับอุตสาหกรรมแบบเดิม และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจช่วยเปิดทางให้บริษัทขนาดเล็กสามารถเข้าสู่ตลาดหรืออุตสาหกรรมใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น
แต่หากจะคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ธุรกิจต้องตามให้ทันและพร้อมปรับตัวอยู่เสมอ บริษัทที่ประสบความสำเร็จมักให้ความสำคัญกับความคล่องตัว เลือกใช้เวลาและทรัพยากรที่องค์กรมีในงานที่สร้างคุณค่าให้ธุรกิจ พร้อมวางแผนทิศทางด้านเทคโนโลยี (Technology Roadmap) สำหรับอนาคตในระยะ 5, 10 และ 20 ปี
9. โฟกัสกับสิ่งที่ธุรกิจถนัด และให้พาร์ทเนอร์ช่วยดูแลส่วนอื่น
เมื่อ Startup ได้รับเงินทุนและเริ่มเติบโตเป็นบริษัทที่มั่นคงขึ้น อาจมีความต้องการขยายโครงสร้างและการดำเนินงานให้เหมือนบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งบางครั้งอาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เพราะการขยายธุรกิจในช่วงที่กำลังเติบโตมีหลายเรื่องที่ต้องบริหารจัดการ
เมื่อมีการนำอุปกรณ์ไปติดตั้งและใช้งานมากขึ้น บริษัทก็ต้องเตรียมความพร้อมในการดูแลและสนับสนุนลูกค้า ทั้งด้านบุคลากร อะไหล่ เครือข่ายการจัดจำหน่าย คลังสินค้า และพื้นที่สำนักงาน ดังนั้น จึงควรบริหารเงินทุนอย่างรอบคอบ และเลือกลงทุนกับสิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ เช่น วิศวกร การวิจัยและพัฒนา (R&D) และเทคโนโลยี
บริษัท Automation และ Robotics ที่ประสบความสำเร็จมักทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยดูแลงานบริการนอกสถานที่ การขนส่งและจัดส่ง รวมถึงงานสนับสนุนภายในองค์กร
เคล็ดลับ: โฟกัสกับสิ่งที่เป็นความเชี่ยวชาญหลักของธุรกิจ ส่วนงานอื่นๆ สามารถเลือกใช้พาร์ทเนอร์ที่เชี่ยวชาญด้านบริการและการสนับสนุนเข้ามาช่วยดูแล
จากประสบการณ์ในการให้บริการบริษัท Automation และ Robotics หลายประเภท เราพบว่าธุรกิจที่มีแนวทางการดำเนินงานชัดเจนและรองรับการเติบโตได้ มีโอกาสดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนในบริษัทนอกตลาด (Private Equity) และ นักลงทุนเพื่อการเติบโต (Growth Capital) พร้อมวางพื้นฐานสำหรับการเติบโตในระยะยาว
10. ตั้งเป้าหมายให้ชัด และทำให้ได้ตามที่วางไว้
Startup หลายแห่งไม่ได้ล้มเหลวเพราะขาดเงินทุน แต่เกิดจากการไม่เข้าใจหรือไม่สามารถทำตามตัวชี้วัดสำคัญของธุรกิจ (KPI) ที่กำหนดไว้ได้ ขณะที่นักลงทุนต้องการเห็นผลตอบแทนจากการลงทุน ซึ่งมักมาจากการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการควบคุมต้นทุนและบริหารการทำงานอย่างเหมาะสม โดยไม่ต้องเผชิญกับปัญหาที่ไม่คาดคิด
อย่างไรก็ตาม การกำหนดและติดตาม KPI อาจเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้ก่อตั้งธุรกิจ Robotics ที่มีพื้นฐานด้านวิศวกรรมและให้ความสนใจกับเทคโนโลยีมากกว่าการบริหารธุรกิจ บริษัท Automation ที่ต้องการเติบโตจึงควรกำหนด KPI ให้ชัดเจนตามเป้าหมายของธุรกิจ ทั้งด้านยอดขาย ลูกค้า และการเงิน พร้อมปรับตัวชี้วัดให้เหมาะสมตามการเติบโตของบริษัท
เคล็ดลับ: ความพร้อมใช้งานของระบบ (Uptime) เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ระบบทำงานได้ตามที่ลูกค้าคาดหวัง และพร้อมรองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ดังนั้น การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ระบบพร้อมใช้งานอย่างต่อเนื่อง

เมื่อมีนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ มีทีมที่พร้อม และมองเห็นโอกาสในตลาดแล้ว สิ่งสำคัญต่อไปคือการเปลี่ยนจาก Robotics Startup ไปสู่ผู้ให้บริการ Automation Solutions ที่มีโมเดลธุรกิจชัดเจน สามารถรองรับการขยายตัว และต่อยอดจากประสบการณ์เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว
สำหรับบริษัท Startup ด้าน Automation และ Robotics การมีเวลาและทรัพยากรเพื่อโฟกัสกับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ถือเป็นเรื่องสำคัญ ส่วนงานหลังบ้านที่มีขั้นตอนซ้ำๆ สามารถให้ RICOH เข้ามาช่วยดูแลด้วยโซลูชัน Workflow และ Automation เพื่อช่วยจัดกระบวนการทำงานให้เป็นระบบมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็น RICOH Kintone Plus ที่ช่วยสร้างระบบงานและ Workflow ให้เหมาะกับแต่ละองค์กร พร้อมรวบรวมข้อมูลและติดตามความคืบหน้าของงานได้ในที่เดียว หรือ DocuWare ที่ช่วยจัดการเอกสารดิจิทัล ตั้งแต่การจัดเก็บ ค้นหา และประมวลผลเอกสาร ไปจนถึงการส่งต่อและอนุมัติผ่าน Workflow อัตโนมัติ
ทั้งสองโซลูชันช่วยให้ Startup วางกระบวนการทำงานหลังบ้านได้อย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้ พร้อมรองรับปริมาณงานและข้อมูลที่เพิ่มขึ้นเมื่อธุรกิจขยายตัวในอนาคต และสร้างความพร้อมด้านการดำเนินงาน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยสร้างความน่าสนใจให้กับนักลงทุน
ที่มา: RICOH USA
News & Events
Keep up to date
- 22ก.ย.
ริโก้ติดอันดับ “Best Employers Asia-Pacific 2026” โดย Financial Times
- 10ก.ย.
ริโก้ได้รับการจัดให้เป็นหนึ่งใน TIME World’s Best Companies 2026
- 10ส.ค.
ริโก้ ประเทศไทยลงนาม MOU กับคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สจล. เดินหน้าพัฒนาศักยภาพนักศึกษาผ่านโครงการฝึกงาน
- 10ส.ค.
Quocirca จัดให้ริโก้อยู่ในกลุ่มผู้นำด้านความปลอดภัยในการพิมพ์อีกครั้ง จากจุดแข็งของบริการ Managed Security Service ที่สามารถรองรับอุปกรณ์ได้หลากหลายแบรนด์