3 สิ่งสำคัญที่องค์กรควรมีเพื่อรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์
ในยุคปัจจุบัน อาชญากรรมทางไซเบอร์ (Cybercrime) เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนกลายเป็นความเสี่ยงที่องค์กรต้องเผชิญอย่างต่อเนื่อง มีการรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยเกิดขึ้นในหลากหลายธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการด้านสุขภาพ ไปจนถึงองค์กรต่างๆ ทำให้การลดความเสี่ยงด้าน Cybersecurity กลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ผู้บริหารและทีม IT ต้องให้ความสำคัญ
อาชญากรไซเบอร์พัฒนาวิธีการโจมตีและขโมยข้อมูลอยู่เสมอ องค์กรจึงต้องเผชิญกับความเสี่ยงในทุกวัน การรับมือกับอาชญากรทางไซเบอร์จึงเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน ตั้งแต่การรักษาความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT การปกป้องข้อมูลสำคัญ ไปจนถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรยังคงพบกับความท้าทายในด้านต่างๆ เช่น
- การจัดการและปกป้องข้อมูลมากมายที่หลั่งไหลเข้ามาในแต่ละวัน
- การรับมือกับเครือข่ายที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
- การยืนยันตัวตนที่ไม่มีประสิทธิภาพต่างๆ ทั้งการยืนยันเครือข่าย ผู้ใช้งาน อุปกรณ์เคลื่อนที่ และเครื่องพิมพ์
- การขาดเครื่องมือในการแสดงภาพข้อมูล (Visualization) เพื่อช่วยตรวจจับการโจมตีและกลอุบายทางไซเบอร์ต่างๆ
- การขาดการฝึกอบรมของบุคลากรด้านเครือข่าย
- เครื่องมือโจมตีทางไซเบอร์เข้าถึงได้ง่ายขึ้น
แม้สถานการณ์โดยรวมอาจดูน่ากังวล แต่ยังมีกลยุทธ์ที่สามารถนำมาใช้เพื่อป้องกันการโจมตีได้ ซึ่งในหัวข้อต่อไปนี้จะพูดถึง 3 สิ่งสำคัญที่องค์กรควรมีเพื่อช่วยป้องกันการละเมิดความปลอดภัยให้กับองค์กรได้
1 อ้างอิงจากสถิติการละเมิดความปลอดภัย (Security Breach) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2005 ถึง 30 มิถุนายน 2019
จำนวนเหตุการณ์การละเมิดข้อมูล: 10,502 เหตุการณ์
จำนวนระเบียนข้อมูลที่ถูกเปิดเผย: 1,505,381,071 ระเบียน
1. เพิ่มความปลอดภัยเครือข่ายด้วยการยืนยันตัวตนผู้ใช้
องค์กรควรเพิ่มการยืนยันตัวตนของผู้ใช้และการรับส่งข้อมูลทั้งหมดเพื่อจำกัดการเข้าถึงเครือข่าย โดยใช้การยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน (Multi-Factor Authentication: MFA) ครอบคลุมทั้งแอปพลิเคชัน การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบส่วนตัว (VPN) และอุปกรณ์ปลายทาง (Endpoints) การเข้ารหัส (Encryption) ซึ่งช่วยให้มั่นใจว่าข้อมูลจะไม่ถูกแฮ็กหรือถูกอ่านโดยบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้รับข้อมูลที่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ ควรปกป้องอุปกรณ์ประมวลผลและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลทั้งหมดที่ใช้จัดเก็บหรือส่งผ่านข้อมูลทางธุรกิจและข้อมูลสำคัญด้วย
อาชญากรทางไซเบอร์พยายามหาทางเข้าถึงข้อมูลสำคัญขององค์กรอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ ระบบรักษาความปลอดภัยของคุณก็ควรมีการบริหารจัดการและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง และพร้อมที่จะตอบสนองเชิงรุกเมื่อถูกละเมิดความปลอดภัยหรือเมื่อเครือข่ายหยุดชะงัก
นอกจากนี้ ควรตั้งรหัสการเข้าถึงข้อมูลสำรอง (Backup) เพื่อเพิ่มความปลอดภัย โดยเฉพาะข้อมูลสำรองที่จัดเก็บในอุปกรณ์พกพา เช่น ฮาร์ดดิสก์หรือสื่อบันทึกข้อมูล ซึ่งอาจถูกนำออกนอกสถานที่ ข้อมูลเหล่านี้ควรป้องกันด้วยการเข้ารหัสและตั้งรหัสผ่านที่คาดเดาได้ยาก เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต
2. การมองเห็นข้อมูลและตรวจสอบระบบ (Visibility)
การมองเห็นข้อมูลและการตรวจสอบระบบช่วยให้สามารถระบุสาเหตุและจุดเริ่มต้นของปัญหาได้อย่างรวดเร็ว หากขาดการเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพ อาจทำให้การค้นหาและแก้ไขปัญหาเป็นไปได้ยาก
การจัดเก็บบันทึกการใช้งาน (Audit Trail) และการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก (Forensics) ช่วยให้สามารถติดตามการเข้าถึงข้อมูลสำคัญ ตรวจสอบกิจกรรมและการใช้งานย้อนหลังได้ รวมถึงช่วยให้ทราบได้อย่างชัดเจนว่าระบบเริ่มมีปัญหาเมื่อใด
หากองค์กรสามารถตรวจสอบเหตุการณ์และภัยคุกคามได้แบบเรียลไทม์ จะช่วยให้สามารถตรวจพบและแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ องค์กรยังควรตรวจสอบสถานะของอุปกรณ์สำคัญ เช่น เซิร์ฟเวอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และอุปกรณ์ต่อพ่วงอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยป้องกันภัยคุกคามเชิงรุกก่อนที่จะพัฒนาเป็นเหตุการณ์ละเมิดความปลอดภัยในอนาคต"
3. กำหนดนโยบายด้านความปลอดภัย
องค์กรควรกำหนดนโยบายด้านความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ โดยกำหนดกฎ ระเบียบ และแนวปฏิบัติสำหรับผู้ที่เข้าถึงและใช้งานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และทรัพยากรขององค์กรอย่างชัดเจน รวมถึงกำหนดแนวทางในการจัดการเอกสาร ข้อมูลลับ และอุปกรณ์ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว
ควรมีการบริหารจัดการรหัสผ่านอย่างเหมาะสม โดยใช้รหัสผ่านที่มีความรัดกุมและกำหนดให้มีการเปลี่ยนรหัสผ่านของระบบหรือเครือข่ายอย่างสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ องค์กรยังควรกำหนดนโยบายการจัดเก็บและทำลายข้อมูล (Document Retention Policy) โดยระบุระยะเวลาที่ต้องเก็บรักษา จัดเก็บถาวร หรือทำลายข้อมูล รวมถึงจัดทำแผนกู้คืนระบบเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน (Disaster Recovery Plan) เพื่อรองรับในกรณีเครือข่ายขัดข้อง
นโยบายด้านความปลอดภัยของ IT ไม่ควรเป็นเอกสารที่จัดทำเพียงครั้งเดียว แต่ควรได้รับการทบทวนและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอและเพื่อให้พร้อมสำหรับแนวทางด้านความปลอดภัยใหม่ๆ
ก้าวสู่โลกใหม่ของการรักษาความปลอดภัยข้อมูล
เมื่อรูปแบบการทำงานในปัจจุบันก้าวข้ามขอบเขตของเครือข่ายแบบเดิม ภัยคุกคามทางไซเบอร์ก็พัฒนาและขยายขอบเขตตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้ การรับมือกับภัยคุกคามด้านเครือข่ายในปัจจุบันจึงต้องอาศัยโซลูชันด้านความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
บริการ Security Consulting จาก RICOH จึงเข้ามาช่วยประเมินความเสี่ยงและวางแนวทางด้านความปลอดภัยให้เหมาะสมกับแต่ละองค์กร
ตั้งแต่การตรวจสอบระบบและโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT เพื่อค้นหาจุดที่อาจมีความเสี่ยง ไปจนถึงการให้คำแนะนำในการวางมาตรการและเลือกใช้โซลูชันด้านความปลอดภัยที่เหมาะสม ช่วยให้องค์กรสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น
1 ที่มา: Identity Theft Resource Center (ITRC), ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2005 ถึง 30 มิถุนายน 2019

ที่มา: RICOH USA
News & Events
Keep up to date
- 22ก.ย.
ริโก้ติดอันดับ “Best Employers Asia-Pacific 2026” โดย Financial Times
- 10ก.ย.
ริโก้ได้รับการจัดให้เป็นหนึ่งใน TIME World’s Best Companies 2026
- 10ส.ค.
Quocirca จัดให้ริโก้อยู่ในกลุ่มผู้นำด้านความปลอดภัยในการพิมพ์อีกครั้ง จากจุดแข็งของบริการ Managed Security Service ที่สามารถรองรับอุปกรณ์ได้หลากหลายแบรนด์
- 10ส.ค.
ริโก้ ประเทศไทยลงนาม MOU กับคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สจล. เดินหน้าพัฒนาศักยภาพนักศึกษาผ่านโครงการฝึกงาน