Automation ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในธุรกิจค้าปลีกได้อย่างไร?
บทความนี้กล่าวถึงแนวทางที่ธุรกิจค้าปลีกสามารถนำ AI, Robotics และระบบ Automation มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน ท่ามกลางความท้าทายด้านกำลังคน โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยลดขั้นตอนและงานประจำที่ต้องทำด้วยตนเอง เพื่อให้พนักงานมีเวลาโฟกัสกับงานที่มีมูลค่าสูงและซับซ้อนมากขึ้น พร้อมรักษาประสิทธิภาพการทำงานโดยไม่ส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของพนักงาน
ธุรกิจค้าปลีกจะช่วยป้องกันและรับมือกับภาวะหมดไฟของพนักงานได้อย่างไร?
จากการศึกษาข้อมูลในอุตสาหกรรมพบว่า พนักงานในธุรกิจค้าปลีกส่วนใหญ่มองว่า ภาระงานที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากพนักงานคนอื่นลาออกไปถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความเครียดสูงและภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout)
นอกจากนี้ ภาระงานที่พนักงานกล่าวถึงยังมักเต็มไปด้วย งานที่ใช้เวลามาก จำเจ และต้องทำซ้ำๆ ซึ่งยิ่งเพิ่มภาระและส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานในระยะยาว
พนักงานต้องการโอกาสที่จะสร้างคุณค่าและมีส่วนช่วยให้องค์กรเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น มากกว่าการใช้เวลาไปกับงานซ้ำๆ จนรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงเครื่องจักรที่ทำงานตามขั้นตอน
แม้อาจฟังดูขัดแย้งกัน แต่การนำระบบอัตโนมัติ (Automation) เข้ามาช่วยลดกระบวนการทำงานที่ต้องทำด้วยตนเอง กลับเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ให้ความสำคัญกับพนักงานมากขึ้น เพราะช่วยให้พนักงานมีเวลาและโอกาสไปมุ่งเน้นกับงานที่ต้องใช้ความคิด การตัดสินใจ และการสร้างคุณค่าให้กับองค์กรมากขึ้น"
การนำระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยลดงานที่ต้องทำด้วยตนเอง จึงไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดขั้นตอน และประหยัดเวลา แต่ยังช่วยให้พนักงานสามารถมุ่งเน้นไปที่งานเชิงกลยุทธ์และงานที่ต้องใช้ทักษะมากขึ้น พร้อมมีเวลาในการดูแลและสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าได้มากกว่าเดิม
ธุรกิจค้าปลีกจะรับมืออย่างไรท่ามกลางภาวะขาดแคลนแรงงานที่จำนวนพนักงานไม่เพียงพอ ?
ธุรกิจค้าปลีกจำนวนมากหันมาใช้เทคโนโลยี เช่น หุ่นยนต์ (Robots) และหุ่นยนต์ที่ทำงานร่วมกับมนุษย์ (Cobots) เพื่อช่วยเสริมกำลังการทำงานและลดช่องว่างด้านบุคลากรที่เกิดจากภาวะขาดแคลนแรงงาน โดย Cobots เป็นหุ่นยนต์ที่สามารถฝึกให้ทำงานเฉพาะด้าน และได้รับการออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับมนุษย์ได้
การนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้จึงช่วย เพิ่มขีดความสามารถในการทำงานโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนพนักงาน และยังสามารถสร้างประโยชน์ให้กับทั้งองค์กรและพนักงานได้
หุ่นยนต์และ Cobots ช่วยลดภาระจากงาน Manual และงานที่ต้องทำซ้ำๆ ทำให้พนักงานมีเวลามุ่งเน้นไปที่การขายและการดูแลลูกค้าได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีเหล่านี้ยังเปิดโอกาสให้พนักงานมีเวลาในการพัฒนาทักษะและฝึกอบรมเพื่อเติบโตในสายอาชีพมากขึ้นด้วย
นอกจากนี้ การนำระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยยังทำให้พนักงานมีเวลาในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่จำเป็นมากขึ้น และเป็นการแก้ปัญหาช่องว่างระหว่างทักษะที่องค์กรต้องการกับทักษะที่พนักงานมี ซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยครั้งเมื่อองค์กรมีพนักงานไม่เพียงพอ
หลายคนอาจเข้าใจว่าการนำหุ่นยนต์และ Cobots มาใช้มีจุดประสงค์เพื่อทดแทนแรงงานมนุษย์ แต่ในความเป็นจริง เทคโนโลยีเหล่านี้ถูกนำมาใช้เพื่อ ช่วยเสริมการทำงานของพนักงาน โดยรับหน้าที่งานบางส่วน เพื่อให้พนักงานสามารถลดเวลาไปกับงานประจำหรืองานซ้ำๆ และหันไปให้ความสำคัญกับ การดูแลลูกค้าและงานเชิงกลยุทธ์ได้มากขึ้น
ธุรกิจค้าปลีกควรวางแผนการใช้เทคโนโลยีอย่างไร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน?
ประการแรก ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมมากกว่าการดูแลระบบ โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่สะดวกและมีประสิทธิภาพ ยกระดับประสบการณ์ของทั้งลูกค้าและพนักงาน คุ้มค่ากับการลงทุนด้านเทคโนโลยีและการสนับสนุนระบบในระยะยาว
ประการที่สอง ควรระมัดระวังไม่ให้โครงการเทคโนโลยีขนาดใหญ่กลายเป็นภาระเพิ่มเติมของทีม เพราะโครงการเหล่านี้อาจใช้เวลาและกำลังของพนักงานจำนวนมาก จนอาจกระทบต่อการดูแลงานหลักของธุรกิจ
ประการที่สาม เลือกพาร์ทเนอร์ด้านเทคโนโลยีที่เหมาะสม ซึ่งสามารถให้การสนับสนุนได้อย่างครอบคลุม พร้อมให้คำปรึกษาในการนำโซลูชันระบบอัตโนมัติใหม่ๆ มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับความต้องการของทั้งองค์กรและลูกค้า
ขณะเดียวกัน ควรส่งเสริมให้พนักงานสามารถปรับตัวเข้ากับ Workflow และเทคโนโลยีใหม่ๆ เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการทำงานย่อมมาพร้อมกับสิ่งใหม่ๆ ที่ต้องเรียนรู้ จึงควรสนับสนุนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงดูแลให้เทคโนโลยีพร้อมใช้งานเสมอ เพื่อสร้างความมั่นใจและช่วยให้พนักงานเปิดรับรูปแบบการทำงานใหม่ได้อย่างราบรื่น
โซลูชันและบริการจาก RICOH ช่วยให้ธุรกิจค้าปลีกเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรและขยายการใช้เทคโนโลยีได้อย่างไร?
RICOH Robotic Process Automation (RPA) ช่วยให้องค์กรเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยการนำระบบอัตโนมัติมาช่วยจัดการงานประจำและงานซ้ำๆ ที่มีขั้นตอนชัดเจน เพื่อลดภาระพนักงานจากกระบวนการที่ต้องดำเนินการด้วยตนเอง และช่วยให้ Workflow ต่างๆ สามารถดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ด้วยการนำ RPA มาปรับใช้กับกระบวนการทำงาน องค์กรสามารถลดเวลาและภาระของพนักงาน พร้อมลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการทำงานของมนุษย์ (Human Error) ทำให้พนักงานมีเวลาโฟกัสกับงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์หรืองานที่ละเอียดอ่อนมากกว่า และสามารถรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นได้ อีกทั้งยังรองรับการเติบโตของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
RICOH Robotic Process Automation ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์และออกแบบกระบวนการทำงาน การพัฒนาและนำระบบ Automation มาใช้งาน ไปจนถึงการบริหารจัดการ สนับสนุน และปรับปรุงกระบวนการหลังการใช้งาน เพื่อให้ RPA สามารถทำงานสอดคล้องกับ Workflow และระบบที่องค์กรใช้อยู่ได้อย่างเหมาะสม
RICOH ช่วยนำ RPA เข้ามาปรับใช้ให้เหมาะกับแต่ละขั้นตอน ไม่ว่าจะงานที่ต้องทำซ้ำเป็นประจำ ไปจนถึงกระบวนการทำงานสำคัญภายในองค์กร เพื่อลดภาระงานที่ต้องทำด้วยตนเอง ลดความซ้ำซ้อน และช่วยให้กระบวนการทำงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เราสามารถช่วยธุรกิจค้าปลีกในการติดตามและบริหารจัดการอุปกรณ์ ตรวจสอบหาสาเหตุของปัญหา และลดความเสี่ยงจากระบบขัดข้องที่อาจสร้างค่าใช้จ่ายให้กับธุรกิจ ด้วยการตรวจสอบระบบจากระยะไกลและการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ (Predictive Monitoring)
RICOH ช่วยให้ธุรกิจค้าปลีกสามารถปรับตัวและนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมช่วยรักษาประสิทธิภาพและผลตอบแทนที่คาดหวังจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงในปัจจุบัน

ที่มา: RICOH USA
News & Events
Keep up to date
- 10ก.ย.
ริโก้ได้รับการจัดให้เป็นหนึ่งใน TIME World’s Best Companies 2026
- 10ส.ค.
ริโก้ ประเทศไทยลงนาม MOU กับคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สจล. เดินหน้าพัฒนาศักยภาพนักศึกษาผ่านโครงการฝึกงาน
- 10ส.ค.
Quocirca จัดให้ริโก้อยู่ในกลุ่มผู้นำด้านความปลอดภัยในการพิมพ์อีกครั้ง จากจุดแข็งของบริการ Managed Security Service ที่สามารถรองรับอุปกรณ์ได้หลากหลายแบรนด์
- 04ส.ค.
ริโก้ได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มผู้นำในรายงาน IDC MarketScape: Worldwide Laser Production Printers 2026