พัฒนาการด้านเทคโนโลยีการชำระเงินของผู้ค้ารายย่อยเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค

30 ธ.ค. 2564
 

Cash today, cashless tomorrow?

หลายๆ คนน่าจะคิดว่าพัฒนาการอย่างต่อเนื่องของเทคโนโลยีไร้เงินสด หรือ Cashless ซึ่งถูกเร่งโดยการระบาดใหญ่ของโควิด-19 จะทำให้การใช้เงินสดหมดไปในท้ายที่สุด แต่มีเหตุผลและพฤติกรรมบางอย่างเช่นกันที่ทำให้มันอาจไม่เป็นเช่นที่เราคิด

ทีม Service Advantage จากริโก้ สหรัฐอเมริกา ได้ทำการสำรวจผู้ค้าปลีกภายในประเทศเพื่อค้นหา

  • แนวโน้มการจัดการสกุลเงินปัจจุบัน
  • การคาดการณ์ในอนาคต และ
  • พวกเขามีแผนการพัฒนาทางเลือกในการชำระเงินสำหรับลูกค้าอย่างไร

สิ่งที่เราค้นพบนั้นอาจทำให้คุณประหลาดใจ

ความเคลื่อนไหวของสังคมไร้เงินสด

กระแส Cashless นั้นกำลังมาแรง ธุรกิจจำนวนมากต่างพยายามหลีกเลี่ยงการรับเงินสดอย่างไม่ต้องสงสัย ท่ามกลางการขับเคลื่อนสู่สังคม Cashless ยังมีบางอุตสาหกรรมเช่น สนามกีฬา สายการบิน ร้านอาหาร และร้านขายสินค้า ที่ยังคงเล็งเห็นการใช้เงินสดในหมู่ผู้บริโภควัยหนุ่มสาว ผู้สูงอายุ และผู้บริโภคที่ไม่มีบัญชีธนาคาร หลายๆ รัฐและกฎหมายท้องถิ่นในสหรัฐยังคงกำหนดให้ผู้ขายต้องรับเงินสดเพื่อหลีกเลี่ยงการแบ่งแยกต่อผู้ที่ไม่มีเงินเปิดบัญชีธนาคาร ดังนั้นการลงทุนกับเทคโนโลยีที่ช่วยสนับสนุนทางเลือกการชำระเงินอย่าง ATM เครื่องตรวจนับธนบัตร และอุปกรณ์อื่นๆ นั้นยังคงจำเป็น

ข้อมูลเชิงลึกของผู้ค้าปลีก

ริโก้ได้สำรวจผู้จัดการและผู้บริหารร้านค้าปลีกหลากหลายประเภท โดยสถานประกอบการส่วนใหญ่รวมถึงร้านค้าเฉลี่ย 26-100 แห่งและมีรายได้ต่อปี 100,000 - 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งประเภทร้านค้าสูงสุดสองประเภทได้แก่ ซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านขายสินค้าทั่วไป การสำรวจเผยให้เห็นว่า 26%-50% ของการรับชำระเงินในร้านค้าเหล่านี้คือเงินสด ซึ่งช่วงราคาที่คนมักจะชำระด้วยเงินสดอยู่ระหว่าง 10 ถึง 50 ดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อเราสอบถามว่าทำไมพวกเขายังคงรับเงินสด คนส่วนใหญ่มักตอบว่า “เพราะว่ายังมีคนจำนวนมากที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินของธนาคาร” หรือ “มันเป็นข้อบังคับจากรัฐ” เกือบ 68% กล่าวว่าเมืองหรือรัฐของตนกำหนดให้ผู้ค้าปลีกต้องรับเงินสด ซึ่งเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวเป็นเหตุผลสำคัญในการรับเงินสด อย่างไรก็ตามเมื่อเราสอบถามว่าพวกเขาคิดว่าสหรัฐจะก้าวไปสู่ “สังคมไร้เงินสด” ในอีก 10 ปีข้างหน้าหรือไม่ พวกเขาล้วนตอบว่าใช่

ผลกระทบจากโรคระบาดต่อแนวทางการชำระเงินรายย่อย

ผู้ค้าปลีกหลายเจ้าได้เพิ่มช่องทางการชอปปิงดิจิทัลเนื่องจากการระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งวิธีการส่วนใหญ่ที่ได้เพิ่มเข้ามาได้แก่ Buy-Online-Pickup-In-Store (BOPIS) การจอดรถแวะรับของที่ร้าน การจัดส่งที่บ้าน และอีคอมเมิร์ซ ทั้งนี้ 88% กล่าวว่าพวกเขาวางแผนว่าจะยังคงใช้ช่องทางการชอปปิงแบบดิจิทัลต่อไปหลังการระบาด และ 72% ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าพวกเขากำลังประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่จะมาสนับสนุนการชอปปิงดิจิทัลเหล่านี้

การจัดการเงินสดและเทคโนโลยี

ข้อกังวลหลักๆ เกี่ยวกับการจัดการเงินสดของร้านค้าปลีก ได้แก่

  • ธนบัตรปลอม
  • การขาดเงินสด การโจรกรรม
  • ปัญหาการรั่วไหลของเงินสด การควบคุม
  • ความกังวลเกี่ยวกับข้อผิดพลาดและความปลอดภัยของพนักงานที่อาจเกิดขึ้น

“การจัดการกับการรับเงินสดรายวัน” และ “การจำกัดการใช้เทคโนโลยีการชำระเงินที่ไม่ปลอดภัย” ถูกอ้างถึงว่าเป็นปัญหาสำคัญสำหรับบรรดาผู้ค้าปลีกในปัจจุบัน เทคโนโลยีการจัดการเงินสดที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบันนั้นประกอบด้วย เครื่องจัดการเงินสด อีคอมเมิร์ซ และเอทีเอ็ม

ในขณะเดียวกันการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือก็เพิ่มสูงขึ้น เช่นเดียวกับแป้นกด POS เครื่องอ่านการ์ดหรือแท็บเล็ต ทั้งนี้ Bitcoin และ Cryptocurrency นั้นกลับแพร่หลายมากกว่าการชำระเงินด้วยตนเอง ผู้ค้าปลีกส่วนใหญ่กล่าวว่าพวกเขาจะลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อให้ทันกับแนวโน้มอุตสาหกรรมและพฤติกรรมของลูกค้า เช่น การชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือซึ่งเป็นที่นิยมมากขึ้น แอปพลิเคชันสแกนชำระเงินด้วยตัวเองและวิธีการชำระเงินด้วยตนเองของผู้บริโภคด้วยวิธีต่างๆ

เมื่อเราสอบถามว่าอะไรที่ทำให้ผู้ค้าปลีกหยุดลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ เรื่องต้นทุนนั้นไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่สาเหตุคือ “ความสับสนหรือการไม่ได้รับความนิยมจากลูกค้า" เช่นเดียวกับ "ความซับซ้อนในการดำเนินงาน"

 

ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่กล่าวว่าพวกเขากำลังวางแผนที่จะรับหรือปรับใช้เทคโนโลยีการจัดการเงินสดหรือการชำระเงินใหม่ภายในปีหรือภายในสองปีข้างหน้าและคาดว่าจะต้องใช้งบประมาณอยู่ที่ 100,000 ถึง 500,000 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับการซื้ออุปกรณ์ใหม่

ผู้บริโภคต้องการทางเลือกในการชำระเงิน

การระบาดใหญ่ของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกทำให้การโฟกัสและความก้าวหน้าของวิธีการชำระเงินที่ไม่ใช่เงินสดเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามสำหรับการทำธุรกรรมบางประเภทนั้นก็ยังคงใช้เงินสดเป็นหลัก รวมถึงการชำระเงินที่มีราคาเพียงเล็กน้อย และการใช้เงินสดเป็นหลักในประชากรบางกลุ่ม

ธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนมาใช้ระบบ Cashless อย่างสมบูรณ์นั้นยังคงลงทุนกับเครื่อง Reverse ATM เครื่องจัดการเงินสด และเทคโนโลยีจัดการเงินสดอื่นๆ เพื่อตอบสนองต่อลูกค้าที่นิยมการใช้เงินสดในขณะที่แก้ปัญหาด้านการปฏิบัติงาน เช่น ประสิทธิภาพและความปลอดภัยด้วย

ผู้ค้าปลีกและผู้บริโภคจำนวนมากคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจแบบ Cashless จะเกิดขึ้นภายใน 10 ปีข้างหน้า ดังนั้น ผู้ค้าปลีกจะยังคงลงทุนในเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือและกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ช่วยให้เกิดการทำธุรกรรมที่ปลอดภัยและสะดวกสบายแก่ผู้บริโภค ทั้งนี้ Cryptocurrency คาดว่าจะได้รับความนิยมแต่ในตอนนี้ยังคงเป็นเรื่องที่สร้างความสับสนให้กับผู้บริโภคจำนวนมาก ขาดการป้องกันการฉ้อโกง และยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากผู้ค้าปลีกว่าเป็นการชำระเงินโดยตรง สิ่งสำคัญที่สุดคือผู้ใช้เงินสดยังใช้วิธีการชำระเงินดิจิทัลด้วยและกฎหมายยังคงมีความยืดหยุ่น การรวมการใช้เงินสดไว้ในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลด้วยจะช่วยให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการชำระเงินมากขึ้น

ที่มา : https://www.ricoh-usa.com/en/insights/articles/retail-payment-technology-going-cashless-and-consumer-demand