บทความ

7 วิธีเพื่อตอบโจทย์ความคาดหวังของพนักงานที่ทำงานแบบไฮบริด

กรกฎาคม 12, 2565
4 นาที
Empty home office
Concept of PDF booklet
Share

โลกทุกวันนี้ทำให้เราต้องเปลี่ยนแปลงลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ ใหม่ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานเนื่องด้วยโรคระบาด ทำให้ความต้องการในการทำงานระยะไกลหรือนอกสถานที่แบบไฮบริดในหมู่พนักงานเพิ่มมากขึ้น การนำรูปแบบการทำงานแบบไฮบริดมาปรับใช้ให้เกิดขึ้นอย่างถาวรนั้น ธุรกิจต้องเข้าใจปัญหาและความท้าทายที่พนักงานที่ทำงานทั้งในออฟฟิศและจากระยะไกลอาจเผชิญได้ไม่เหมือนกัน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่ไฮบริดเป็นไปอย่างราบรื่น

และนี่คือ 7 วิธีที่คุณสามารถใช้เพื่อปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานใหม่ และเป็นผู้นำในการนำพาองค์กรเข้าสู่ระบบการทำงานแบบไฮบริดอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์ความคาดหวังของพนักงานและกลุ่มคนที่มีความสามารถที่อาจเข้ามาทำงานให้คุณในอนาคต
  1. ให้ความสำคัญกับวิธีการทำงานที่ยืดหยุ่นของพนักงานที่ทำงานแบบไฮบริด

    การเกิดโรคระบาดทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนวิถีการทำงานของเราไปอย่างสิ้นเชิง โดยหัวใจสำคัญของวิถีการทำงานแบบไฮบริดที่ขาดไม่ได้เลยคือ การให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นในการทำงานเป็นหลัก ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ ผู้นำขององค์กรจำเป็นต้องทำสิ่งต่อไปนี้

    Trust

    แสดงออกถึงความไว้วางใจในตัวพนักงาน และทำงานจากระยะไกลให้เห็นเป็นตัวอย่าง

    พนักงานกว่า 78% กล่าวว่าประสิทธิภาพการทำงานเมื่อทำจากระยะไกลนั้นพอๆ กับการเข้าทำงานที่ออฟฟิศ (หรือมากกว่า)

    Metrics

    ให้ความสำคัญกับการชี้วัดที่ผลงานมากกว่าการเข้างาน

    micro manage

    หลีกเลี่ยง Micromanagement

    พนักงานกว่า 31% กล่าวว่าพวกเขาถูกจับตามองการทำงานเมื่อทำงานต่างสถานที่กันมากกว่าปกติ

    Team

    วางโครงสร้างและกระบวนการภายในทีมใหม่เพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกัน

    Break

    ส่งเสริมให้มีการพักเบรกเมื่อทำงานระยะไกล

    จากงานวิจัยของ ABC พบว่ามีพนักงานเพียง 26% ที่องค์กรสนับสนุนให้มีการพักเบรกช่วงสั้นๆ ในระหว่างวันทำงาน

    การให้อิสระและความไว้วางใจคือสิ่งจำเป็นในการสร้างแรงจูงใจให้พนักงานที่ทำงานแบบไฮบริดนั้นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยในทางปฏิบัติ อาจทำได้โดยการใช้แอปพลิเคชันที่ช่วยให้ทำงานจากอุปกรณ์พกพา ซึ่งไม่ใช่แค่สำหรับการเข้าถึงอีเมลหรือปฏิทินเท่านั้น แต่เป็นการสร้างและปรับแต่งแอปพลิเคชันสำหรับกระบวนการในธุรกิจที่สำคัญๆ เพื่อให้พนักงานสามารถทำงานผ่านอุปกรณ์พกพาได้ทุกที่ทุกเวลา

  2. ลงทุนในเครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับพนักงาน

    การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานแบบไฮบริดจำเป็นต้องมีการลงทุนเพื่อสนับสนุนการทำงานร่วมกันแบบเสมือนจริง (virtual) เพื่อช่วยในด้านการจัดการลำดับงานและความปลอดภัย ทุกวันนี้พนักงานได้ปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีการทำงานระยะไกลแล้ว โดยพวกเขาคาดหวังว่าองค์กรจะดำเนินไปในแนวทางเดียวกันนี้ และนำพาพวกเขาไปสู่เทคโนโลยีที่เน้นผู้ใช้งานเป็นสำคัญ ไม่ได้มีแค่ช่างเทคนิคที่ลงพื้นที่เท่านั้นที่ต้องการอุปกรณ์เพื่อทำงานจากระยะไกล แต่พนักงานของคุณก็อาจต้องการการสนับสนุนด้านฮาร์ดแวร์ แอปพลิเคชัน และเทคโนโลยีเพื่อให้พวกเขาทำงานได้สำเร็จลุล่วงเช่นกัน

    ลองนึกว่ามีเทคโนโลยีอะไรที่พนักงานของคุณอาจต้องการมากกว่ามือถือหรือโน้ตบุ๊กหรือไม่ เวลาที่พนักงานต้องเข้าร่วมประชุมทางไกล การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่มีอยู่นั้นปลอดภัยและเหมาะสมกับงานหรือไม่ กล้องเป็นยังไง คุณภาพของเสียงดีแค่ไหน เป็นต้น แม้ว่าการทำงานระหว่างกันจากทางไกลนั้นอาจไม่ได้ตอบโจทย์การทำงานอย่างสมบูรณ์แบบเสมอไป แต่พนักงานเองก็ควรมีเครื่องมือที่จำเป็นพร้อมสำหรับการใช้งาน โดยกว่า 84% ของพนักงานนั้นอยากได้เครื่องมือดิจิทัลที่ดีกว่าเดิม

  3. ปลูกฝังแนวคิดใหม่ให้กับผู้นำด้านไอทีของคุณ

    ความไม่ลงรอยกันระหว่างพนักงานในองค์กรกับแผนกไอทีถือเป็นปัญหาขององค์กรมาช้านาน แม้ว่าองค์กรจะต้องการกำหนดควบคุมการใช้งานซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชันให้เป็นไปตามนโยบายที่วางไว้ แต่องค์กรก็ไม่ควรให้นโยบายเหล่านั้นเข้มงวดเกินไปจนเป็นการปิดกั้นโอกาสในการนำเครื่องมือใหม่ๆ เข้ามาใช้งาน ลองถามพนักงานของคุณว่าอะไรที่เหมาะสำหรับพวกเขา และหากพวกเขาจำเป็นต้องใช้เครื่องมือใหม่ๆ คุณต้องพร้อมที่จะรับฟังและเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจในสิ่งที่พวกเขาต้องการ

    การบังคับแผนกไอทีของคุณให้ควบคุม ใช้งาน และบังคับนโยบายที่ล้าสมัยอาจก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่พนักงานได้ แผนกไอทีควรเป็นส่วนงานที่ทำหน้าที่เสมือนศูนย์บริการลูกค้า ซึ่งลูกค้าเหล่านั้นก็คือพนักงานของคุณนั่นเอง หากคุณไม่ทราบว่าเทคโนโลยีใดที่จะสามารถช่วยเหลือพนักงานของคุณที่ทำงานนอกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ห้องครัว หรือคาเฟ่ได้ ให้ลองสอบถามพวกเขาดู ซึ่งการสร้างกระบวนการ feedback ให้กับพนักงานอย่างเป็นรูปธรรมเช่นนี้จะช่วยให้พวกเขารู้สึกว่ามีคนใส่ใจรับฟังและไม่ถูกทอดทิ้งอีกต่อไป

  4. ส่งเสริมความคล่องตัวโดยไม่ทำลายความปลอดภัยของข้อมูล

    ในยุคที่เส้นแบ่งระหว่างงานและชีวิตส่วนตัวนั้นแยกออกจากกันได้ยากขึ้น การให้พนักงานสามารถนำอุปกรณ์ของตัวเองมาใช้ในการทำงาน หรือให้ใช้งานอุปกรณ์ของบริษัทซึ่งตั้งค่าให้สามารถใช้งานส่วนตัวได้ด้วยนั้นพิสูจน์แล้วว่าสามารถเพิ่มความยืดหยุ่นและมอบความไว้วางใจให้กับพนักงานได้ แต่ทั้งนี้จะต้องไม่ลืมความเสี่ยงด้านความปลอดภัยด้วย โดยข้อกังวลหลักๆ ในการทำงานแบบไฮบริดคือความเสี่ยงด้านไซเบอร์ที่เพิ่มสูงขึ้น จากการที่ให้พนักงานสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้หลายเครือข่าย บนอุปกรณ์ที่หลากหลายได้ทุกที่ทุกเวลานั่นเอง

    เพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าว คุณอาจมอบหมายให้ทีมไอทีของคุณช่วยจัดการด้านความปลอดภัย และจัดอบรมการใช้งานซอฟต์แวร์ให้กับพนักงานเพื่อปกป้องอุปกรณ์และข้อมูลของพวกเขา การทำเช่นนี้อาจเป็นเรื่องยาก แต่การรักษาความปลอดภัยนั้นเป็นสิ่งที่เราไม่อาจมองข้ามได้เช่นกัน ทำให้พนักงานของคุณเห็นว่าการส่งเสริมความปลอดภัยนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางบวกซึ่งจะเป็นประโยชน์กับตัวพนักงานเอง

  5. มีการคาดการณ์ว่าความเสียหายที่เกิดจากการละเมิดข้อมูลนั้นจะมีมูลค่ามากกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี ค.ศ. 2024
  6. ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความปลอดภัยโดยเฉพาะสุขภาพจิต

    งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า สุขภาพและความปลอดภัยนั้นถูกจัดให้อยู่อันดับ 1 ใน 5 ของสิ่งที่พนักงานให้ความสำคัญ และนายจ้างกว่า 86% ก็เริ่มวางแผนในการเสริมสร้างความปลอดภัยในที่ทำงานแล้ว ไม่ว่าคุณจะอยู่ในธุรกิจใด นโยบายด้านสุขภาพและความปลอดภัย รวมถึงกระบวนการในการปกป้องพนักงานและลูกค้านั้นเป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลย ซึ่งความปลอดภัยในที่นี้ไม่ใช้แค่เรื่องของสุขอนามัยหรือสภาพแวดล้อมที่ดีในที่ทำงานเท่านั้น ไม่ว่าพนักงานของคุณจะทำงานจากที่ใดก็ตาม คุณยังคงมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยให้กับพนักงานของคุณเช่นเดิม

    เราต่างให้ความสำคัญกับสุขอนามัยและสุขภาพของคนในองค์กร อย่างไรก็ตาม ปัญหาอีกประการหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ และอาจบั่นทอนทำลายสุขภาพของคนในองค์กรได้นั่นก็คือเรื่องของสุขภาพจิต (mental health) ซึ่งการทำงานที่บ้านหรือจากระยะไกลอาจก่อให้เกิดปัญหา 2 ประการคือ การไม่สามารถปลีกตัวออกจากงานได้ และความรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว ทั้งนี้ การดูแลด้านสุขภาพจิตของพนักงานนั้นอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

    การทำงานที่บ้านอาจทำให้พนักงานบางกลุ่มสามารถดูแลเด็กหรือผู้สูงอายุในครอบครัวได้ ในขณะที่พนักงานบางกลุ่มอาจต้องการเข้าถึงคำแนะนำหรือการขอคำปรึกษาแบบส่วนตัวโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หากธุรกิจของคุณหันมาใส่ใจในเรื่องการยกระดับการดูแลความเป็นอยู่ของบุคลากรให้ครอบคลุมในทุกมิติ แทนที่จะคอยจับตาในเรื่องประสิทธิภาพการทำงานที่ได้จากตัวพนักงานหรือการเข้างานเพียงอย่างเดียว ก็จะถือว่าคุณได้ช่วยส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและความภักดีของพนักงานไปอีกขั้นแล้ว

  7. ลดช่องว่างระหว่างการทำงานทางกายภาพและดิจิทัล

    ในการทำงานแบบไฮบริดนั้น แม้ว่าทีมจะทำงานได้ดีเมื่ออยู่ร่วมกันเพียงใด ก็จะมีคนที่ทำงานจากต่างสถานที่อยู่เสมอ ซึ่งอาจทำให้เพื่อนร่วมงานจากทางไกลนั้นไม่สามารถมีส่วนร่วมในการทำงานได้อย่างเท่าเทียมกัน รวมถึงมีแนวโน้มที่จะมีส่วนร่วมน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ทำงานด้านความคิดสร้างสรรค์ ที่มักต้องใช้เครื่องมือในการทำงานร่วมกัน เช่น กระดานไวท์บอร์ดและจอแสดงผล คุณจึงควรมองหาวิธีที่จะทำให้พวกเขาเหล่านี้รู้สึกมีส่วนร่วมมากขึ้น และทำให้พนักงานที่ทำงานจากที่อื่นไม่รู้สึกถูกกีดกันออกไป

    หนึ่งในวิธีที่สามารถลดช่องว่างนี้ได้คือ การผสานพื้นที่ทำงานทางกายภาพเข้ากับเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน เช่น การเข้าประชุมจากอุปกรณ์ของแต่ละคน รวมถึงเทคโนโลยีที่ใช้ในห้องประชุม การสร้างการทำงานร่วมกันแบบไฮบริดให้เป็นไปอย่างราบรื่นและครอบคลุม สามารถทำได้โดยการวางโซลูชันที่ช่วยให้ผู้คนพูดคุยและมองเห็นกันและกันในห้องประชุมด้วยเครื่องมือที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นไมโครโฟน ลำโพง กระดานที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย และจอแสดงผลสำหรับห้องแต่ละขนาดภายในออฟฟิศ ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้งาน และปล่อยให้เทคโนโลยีทำงานอย่างราบรื่นในเบื้องหลัง

  8. 7 Ways to Meet Employee Expectations

  9. เปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับการอบรมและการพัฒนาทักษะใหม่

    การยกระดับทักษะพนักงานและส่งเสริมการพัฒนาในสายงานก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยในการเปลี่ยนแปลงและการคงประสิทธิภาพการทำงานไม่แพ้กัน ไม่ว่าพนักงานจะทำงานจากที่ใดก็ตาม

    เปลี่ยนความคิดที่ว่าการเทรนพนักงานให้เก่งจะทำให้พวกเขาไปเติบโตในที่อื่น เพราะในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูงเช่นนี้ คุณไม่สามารถรักษาพนักงานทุกคนไว้กับคุณได้ตลอดไป สิ่งที่คุณควรให้ความสำคัญอย่างแท้จริงคือการช่วยให้ชีวิตการทำงานของพนักงานในแต่ละวันนั้นง่ายขึ้น และคุณก็จะพบว่าพวกเขาจะยังคงอยู่กับคุณต่อไป

ให้เราช่วยคุณเสริมสร้างระบบการทำงานแบบไฮบริดเพื่อคุณ

    แหล่งข้อมูลภายนอก

      Ricoh Logo

      ติดต่อเรา

      ติดต่อทีมงานของเราเพื่อขอคำแนะนำและช่วยสร้าง Hybrid Workplace ในแบบของคุณ

      ติดต่อ

      แหล่งข้อมูลแนะนำสำหรับคุณ

      Content-Thumbnail_How-to-Choose-the-Right-Digital-Workplace_1460x700
      Article

      เราจะเลือกโซลูชันสำหรับสถานที่ทำงานแบบไฮบริดให้เหมาะสมกับองค์กรได้อย่างไร

      มาค้นหากันว่าทำไมโซลูชันสำหรับสถานที่ทำงานแบบไฮบริดถึงมีความสำคัญในการทำงานแบบระยะไกลในปัจจุบัน สามารถเรียนรู้วิธีการที่ใช่จากข้อมูลในบล็อกนี้

      Office meeting with a video call presentation
      Article

      อนาคตของ Hybrid Workplace: จะเกิดอะไรขึ้นบ้างในปี 2024 และในอนาคตข้างหน้า

      อัปเดตเทรนด์ล่าสุดเกี่ยวกับ Hybrid Workplace ในปี 2024 และกลยุทธ์การลงทุนในบริการดิจิทัลของธุรกิจต่างๆ รวมถึงเรื่องราวของ Remote Work Hub และการนำ AI มาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในธุรกิจ

      Business meeting with 5 people in meeting room
      Case Study

      CBI เลือกริโก้เป็นพาร์ทเนอร์ในการสร้างพื้นที่ทํางานที่ล้ำสมัยและทรงประสิทธิภาพ

      เรียนรู้วิธีที่ CBI นำเครื่องมือดิจิทัลซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ของริโก้ไปใช้งาน เพื่อเปลี่ยนโฉมพื้นที่ทํางานให้ทันสมัย พร้อมขับเคลื่อนประสิทธิภาพในสถานที่ทำงาน